ไม่ได้เขียน ปราชญ์ สามสี มาพักใหญ่เพราะเห็นว่า บ้านเมืองอยู่ใน ช่วงปฎิรูป ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่มากมาย เลยพักไประยะนึง
เห็นแล้วผมเองก็ยอมรับว่าเป็นช่วงที่ ต้องใช้เวลาขนานใหญ่ครับซึ่งอาจจะไม่เห็นผลทันตา แต่ถ้าทำสำเร็จ บ้านเมืองเราจะเจริญในรุ่นลูกหลานเราอย่างแน่นอนครับ เราอาจจะจินตนาการไม่ออกว่า อี ก200ปีข้างหน้า จะมีอะไรรอลูกหลานเราอยู่ แต่อนาคตอีกนานเหล่านั้นสามารถกำหนดได้จากวันนี้ครับ เพราะฉะนั้นขอฝากอนาคตของลูกหลานไว้ในมือท่านทุกคนด้วยนะครับ

วันนี้ บังเอิญฟังเพลง “กุว่าพระเจ้าตากถูกทุบด้วยท่อนจันท์ ที่ขับร้องโดย วง คาราบาว”ผ่านทางYoutube ทำให้รู้สึกว่าต้องเขียน บทความนี้ขึ้นมา จึง
ขออนุญาต พูดถึง ขบวนการล้มเจ้าอีกซักครั้ง (มันเป็นงานถนัดของผมที่จะศึกษาคนเหล่านี้) ซึ่งเรื่องที่จะพูดวันนี้ ก็คือแนวทางการเคลื่อนไหวตลอด หลายปีที่ผ่านมา เพื่อจะกระตุ้นเตือนประชาชนให้เท่าทัน ภัยความ”ชิบหาย” ที่แฝงตัวมาในสังคม

วันนี้ ผมขอพูด ถึงประโยคที่ ว่า ” บิดเบือนอดีต บั่นทอนปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงอนาคต ”

นี่คือโมเดลสำคัญที่ ขบวนการล้มเจ้า ที่ยังคงเคลื่อนไหวในปัจจุบัน ใช้มานับสิบๆปี แต่ประชาชนคนไทยก็ยังตกเป็นเหยื่ออยู่เสมอ นั่นก็เพราะ ประชาชนหลายคนยังขาดความรู้ที่ชัดเจน และใช้ชีวิตไปกับการหากินโดยละทิ้งเวลาในการพัฒนาความรู้ของเรา จึงทำให้ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดนล่อลวงหลอก จากนักวิชาการแฝงล้มเจ้า หลอกเอาได้

หากสังเกตกันซักนิด เราจะเห็นว่า ตลอดช่วงตั้งแต่ ช่วงก่อนต้น ปี 2550 เป็นต้นมา จะมีการเผยแพร่ เทป รายการ ที่ปิดหน้าปิดตา สมอ้างว่ารู้เรื่องในรั้ววัง ใส่ร้ายสถาบันเบื้องสูงในปัจจุบันต่างๆนาๆ อีก ทั้งยังเผยแพร่แจกเอกสาร บอกเล่าตำนาน บูรพกษัตริย์สยาม ในทางที่เสียหาย บ้างก็เขียนเป็นหนังสือปกขาวใส่ร้ายพงศาวดารชาติไทยในช่วงต่างๆให้ขาดความน่าเชื่อถือ

แล้วต่อมา ก็มีการจัดรายการวิทยุเถื่อน ผ่านเน็ตบ้างผ่านวิทยุชุมชนในสมัยนั้นบ้างก็ถึงกับจัดงานเสวนาชำระประวัติศาสตร์กันเองแบบมั่ว แบบตั้งคำถามให้ พงศาวดารมันดูไม่น่าเชื่อถือเข้าไว้ แล้วก็พาดหัวงานว่า วิจารณ์โดย นักวิชาการที่ดูน่าหลงเชื่อ

นี่คือกระบวนการ ทำลายชาติที่เกิดขึ้นมาช้านานแล้วครับ หนังสือสมัยใหม่ ในช่วง10-20ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่า วงการหนังสือประวัติศาสตร์ จะมีการเขียนใหม่ขึ้นมาเพื่อย้อนแย้งตั้งคำถาม จนไปถึงล้มประวัติศาสตร์เดิมทั้งหมด โดยใช้สมมุติฐานของ นักวิชาการที่มีประวัติไม่ค่อยดีนักทางการเมือง มาเขียนโปร และพวกเขาก็ทำมาเป็นสิบๆปี พอมีทุนจากสำนักพิมพ์ที่มี”อุดมการณ์ล้มเจ้า” ก็นำหนังสือเหล่านี้ “ขึ้นห้าง- ศูนย์การเรียนรู้ฯ” เบียดหนังสือนอกเวลาดีตกหิ้งหนังสือในตลาดไป ลองไปดูได้ครับว่า มุมประวัติศาสตร์ในร้านหนังสือชั้นนำตามห้างสรรพสินค้าดังๆ แถวสยามและ แลนมาร์กต่างๆ มีของสำนักพิมพ์เพียงไม่กี่สำนักพิมพ์ และสำนักพิมพ์ดังกล่าวจะเขียนไปในทิศทางเดียวกันหมด ก็เพื่อ ให้เกิด Media cluster theory(การผลิตสื่อจำนวนมากเพื่อแย่งเบียดของสื่อประเภทเดียวกันของเจ้าอื่นให้ไม่มีพื้นที่ ณ จุดขาย) ก็เพื่อควบคุมการรับรู้การรับรู้ของประชาชนบางส่วนในกลุ่มตลาดหนังสือขึ้นห้างที่มักเป็นคนรุ่นใหม่มากกว่าคนรุ่นเก่าที่วิ่งหาห้องสมุดมากกว่า และก็เพื่อไม่ให้สื่อสำนักอื่นมีโอกาส เผยแพร่ข้อมูลที่คัดค้านทฤษฏีที่ตั้งสมมุติฐานพิลึกพิลั่นของสำนักตน…

นั่นเป็นส่วนหนึ่งของความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในมุมหนังสือเล็กๆในโลกปัจจุบันของชาติเรา ยังมีอีกหลายส่วนถ้าให้อธิบายก็คง ยาวมากๆหลายหน้า เอาเป็นว่า จะอธิบายสั้นๆว่าทำไมเขาถึงต้องทำร้ายประวัติศาสตร์เพื่อ เพื่อทำร้ายสถาบันฯ กันนะครับ

ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่า ความรักที่คนไทยมีต่อสถาบันเบื้องสูงนั้น เป็นความเชื่อถือ ที่เกิดจากประสบการณ์ตรง และประสบการณ์ทางอ้อมที่เกิดจากความเมตตาของบูรพกษัตริย์เก่าแก่จนถึงปัจจุบัน ที่มีดำริในการพัฒนาสิ่งต่างๆก่อนประเทศอื่นจะมีเสียด้วยซ้ำแต่พอกาลเวลาผ่านไป สังคมไทยบางส่วนเริ่มมีการพัฒนา มีการบริหารด้วยระบบนักการเมืองที่แบ่งเบาภาระของสถาบันเบื้องสูงมากขึ้น เด็กๆรุ่นใหม่ก็จะได้รับ ประสบการณ์ทางอ้อม จากการเล่าสู่จากพ่อสู่ลูก จากครูสู่นักเรียนผ่านระบบการศึกษา หรือผ่านจาก นักการเมืองที่เป็นตัวแทนของปวงชน เสียส่วนใหญ่

ซึ่งเหตุนี้เองจึงเกิดช่องว่างเล็กๆของเด็กยุคใหม่ที่ต้องวิ่งตามหาแก่นแท้แบบผิดๆถูกๆเอาเองปราศจากการได้รับประสบการณ์ตรงจากสถาบันเบื้องสูงอย่างเช่นในอดีต จึงตกเป็นเหยื่อ ของมิจฉาชีพในคราบนักบุญเสมอ นักการเมืองหลายช่วงสมัย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็มีพฤติกรรมไม่ เป็นแบบอย่างที่ดี มีการคดโกงประชาชนจำนวนมาก ในบางยุคสมัย มีการกล่าวคำโกหกยุยงส่งเสริมด้วยความเท็จให้ผู้คนเกลียดชังราชสำนักฯ เพื่อผลักดันให้ ตนเองซึ่งเป็นนักการเมืองมีโอกาสช่วงชิงอำนาจเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตน

ขบวนการล้มเจ้าในยุคนี้ มีการพัฒนาเริ่มต้น มาจาก การก่อ อาชญากรรมเลียนแบบ ประพฤติเดิมของ ก.ศ.ร.กุหลาบ สมัยรัชกาลที่ 5 ในปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งในสมัยนั้น ก.ศ.ร. กุหลาบ เติบโตในวังหลวง ในถานะ มหาดเล็กวังนอก ใช้ชีวิตในรั้ววังมีโอกาส หยิบฉวยหนังสือ พงศาวดารในหอหลวงซึ่ง”เป็นของต้องห้ามมิให้ใครคัดลอก” มาเผยแพร่สู่สาธารณะ โดยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์”สยามประเภท” แบบตัดต่อเปลี่ยนแปลงภาษา จนทำให้ข้อมูลขาดช่วงตอน เสียหาย จนถึงระดับ บิดเบือนพงศาวดาร ทั้งหมดนั้นก็เพื่อสร้างชื่อเสียงแก่ตนเอง

ซึ่งการกระทำดังกล่าว ส่งผลต่อการเมืองการปกครองในสมัยรัชกาลที่5ไม่น้อย เพราะสร้างความเสื่อมเสียคลางแคลงใจ ต่อราชสำนัก ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อข้าศึกอย่างประเทศฝรั่งเศส ที่หมายปองสยามในเวลานั้น ก็หวังจะสร้างความขัดแย้งภายในสังคมสยาม ควบคู่ไปกับการทำลายจากภายนอก และการกดดัน เรื่องคุณภาพของกฎหมายสยาม อีกด้วย แต่สุดท้าย บั้นปลายชีวิต ของ ก.ศ.ร. กุหลาบไม่ได้ดีนัก แม้ว่าจะไมไ่ด้ติดคุก เหมือน เทียนวรรณ แต่ ก.ศ.ร.กุหลาบต้องอยู่ที่โรงพยาบาลบ้าถึง๓๓วัน เหตุ ปลอมพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีอันเป็นเท็จจนทำให้ ประชาชนในรั้ววังที่ทราบถึง สันดานของนายกุหลาบ เย้ยหยัน โดยเอาคำว่า ก.ศ.ร. อันเป็นนามปากกาย่อ เอามานิยามขยายความว่า “โกหกสดๆ ร้อนๆ” ส่วน ชื่อต้น “กุหลาบ” ก็ย่อเหลือแค่”กุ”แทนความหมาย ว่า “โกหก” เจ้านายบางพระองค์ถึงแก่ลงทุนจัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ “สยามประภืท” ขึ้นเพื่อล้อเลียน หนังสือพิมพ์ “สยามประเภท”ขี้โกหก โดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม ผลงาน ของ ก.ศ.ร.กุหลาบ กลับเป็นสิ่งหลงเหลือที่สร้างความเข้าใจผิดอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา และถือเป็น ต้นแบบยาพิษในสังคมไทย เพราะ การทำลาย”อดีต” มีผลร้ายแรง เปรียบดั่งการ”วินาศกรรม ทางความคิด” สามารถทำให้ชนรุ่นหลังที่ไม่เคยสัมผัสกับเหตุการณ์ในพงศาวดาร ต่างหลงเชื่อในประวัติศาสตร์ที่บิตเบือน จนทำให้บางส่วนเกิดความเกลียดชังต่อราชสำนัก เพราะความเข้าใจผิดนั้นเองมีผลต่อการตัดสินใจ ในอนาคตของชนรุ่นหลัง ซึ่งจะกระทบกันแบบโดมิโน่

ผลงาน ของ ก.ศ.ร.กุหลาบ จึงเป็นต้นแบบของเครื่องมือของขบวนการล้มเจ้าในการปลุกระดมคนในการต่อต้านสถาบันฯ สร้างรัฐไทยใหม่ ผ่านการสื่อสาร”เขาเล่าว่า” ในหลายยุคสมัย ซึ่งแม้แต่ปัจจุบัน ข่าวให้ร้ายในวงราชสำนักต่างๆก็ได้รับอิทธิพล จากผลงานของ ก.ศ.ร.กุหลาบอยู่พอสมควร แม้ว่าจะไม่ลึกซึ้งนัก แต่ก็ถือเป็นภัยร้ายเช่นกัน

ขบวนการล้มเจ้าในปัจจุบันที่มักมองเห็น “ขนมปังอร่อยกว่าข้าว” มีทิศทาง ที่แปลกแตกต่างกันออกไปหลายสาย ตั้งแต่ การแฝงตัวเป็น นักวิชาการ นักวารสารสิ่งพิมพ์ นักเขียนนวนิยาย นักเคลื่อนไหวทางสังคม นักข่าว นักสังคมสงเคราะห์ ตัวแทนสภาเยาวชน เป็นต้น

แต่มักจะวนๆอยู่ในเรื่องของ การวิจารณ์บั่นทอนความน่าเชื่อถือ – พลักดันแก้กฏหมายปกป้องสถาบันฯเอื้อข้าศึก (ข้าศึกยิ้มเลย) จะเอาทฤษฏี คอมมิวนิสมาจับบ้าง ประชาธิปไตยมาจับบ้างแต่พอผิวๆ เพราะ ขบวนการล้มเจ้าไทยที่มักอ้างคอมมิวนิสแต่มักเผยแพร่สื่อออกอุบายใส่ร้ายโจมตีจีน-รัสเซีย ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย? จนดูสับสนในตัวเอง?

ต่อมาก็ชอบอ้างประชาธิปไตย แต่ไม่รับฟังเสียงค้านใดๆ ยิ่งกว่าเผด็จการ ใครไม่เห็นด้วยกับแนวทางขบวนการล้มเจ้า ก็จะเย้ยหยั่นว่า ไม่ไช่หัวก้าวหน้า เดี๋ยวนี้ก็พัฒนาไปถึงคำว่า”สลิ่ม” จนลืมไปว่าตนเองคือ”ทับทิมกรอบ” ข้างนอกสีแดงใส แต่ข้างในเป็นแห้ว …ขบวนการล้มเจ้า ยิ่งเคลื่อนยิ่งเห็นว่าเป็นม้า Trojan ของ ข้าศึกครับ อย่างไรก็ตาม ความเสื่อม ก็มาเยือน ขบวนการล้มเจ้า อีกครั้ง และ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทฤษฏี ” บิดเบือนอดีต บั่นทอนปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงอนาคต ” ไม่อาจจะใช้ได้อีกครา เพราะไม่มีความเท็จใดๆ ชนะ”ความจริงสมบูรณ์”

ชีวิต ของ ขบวนการล้มเจ้าหลายคนๆ อาจมีจุดจบ คล้ายๆ ชีวิต ของ ก.ศ.ร. กุหลาบ …ถ้าไม่อยู่โรงพยาบาลบ้า … ก็ต้องออกไปอยู่นอกประเทศ เป็นขี้ข้าให้ข้าศึกเลี้ยงดู

ขบวนการล้มเจ้า บางสายที่”ลึกๆ นับถือกันเป็นลัทธิ” ก็ยังทำงานเขียน แทรกไว้ตาม”ร้านหนังสือเฉพาะทาง”, เว็บไซต์ไต้ดิน, ขายลดแลกแจกแถม ในงานสัปดาห์หนังสือ หรือแม้แต่เป็นไอ้โม่งไปแก้ สารานุกรมสาธารณะอย่าง WIKIPEDIA ที่เด็กๆนิยมใช้จนเสียหายจำนวนมากก็มีมากแล้ว ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อวางยาพิษที่จะออกดอก ออกผลอีก 20ปีข้างหน้า จึงไม่แปลกใจว่า เวลานี้ มันถึงเวลาแล้วที่จะต้อง ปฏิรูป การศึกษา ทั้งในระบบ และ นอกระบบ เช่น ศูนการเรียนรู้ ห้องสมุด และ ศูนหนังสือสาธารณะ ให้ใสสะอาดบ้าง

เราไม่รู้หรอกครับ ว่าในอนาคต ลูกหลานจะพบเจออะไรบ้าง แต่การรักษาสิ่งดีๆที่มีอยู่ในอดีตถึงปัจจุบัน เช่น ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ประชาชนทำได้และควรทำ เพื่อให้อนาคตของชาติสดใสครับ เพื่อ ลูกหลานของเรา คนไทยครับ

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1479061545736198&id=1403156603326693&substory_index=0