ในทัวนาเม้นท์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012 ซึ่งครั้งนั้นแม้ทีมชาติไทยจะทำได้เพียงรองแชมป์ แต่นักเตะร่างเล็กคนหนึ่งในวัยเพียง 19 ปี ใช้ทักษะฝีเท้า ความเร็ว และมันสมองการอ่านเกม เปิดตัวให้แฟนฟุตบอลไทยได้รู้จักชื่อ “ชนาธิป สรงกระสินธ์” นักฟุตบอลตัวเล็กแต่หัวใจไม่เล็ก

เขากลายเป็นตัวหลักในทีมชุดซีเกมส์ 2013 ที่เมียนมาร์ พร้อมนำทีมคว้าเหรียญทองได้สำเร็จ และมาดังเป็นพลุแตกในเอเชียนเกมส์ ที่อินชอน เกาหลีใต้ กระทั่งล่าสุด “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014” ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน หนุ่มน้อยวัยเพียง 21 ปีที่ผู้คนขนานนามว่า “เมสซี่เจ” เพราะลีลาละม้ายกับนักเตะระดับโลกชาวอาเจนไตน์ “ลีโอเนล เมสซี” โชว์ลีลาลาก ล็อค หลบ การยิงประตูที่เด็ดขาด และการผ่านบอลสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีม ใช้ความเล็กแต่เร็ว คล่องตัว ปั่นป่วนให้ทีมคู่แข่งต้องปวดหัวอยู่เสมอ ทำให้ “ชนาธิป สรงกระสินธ์” ถูกจับตาจากทั้งสื่อไทย และต่างชาติ

หลังจบรอบแรกฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่สิงคโปร์ โค้ชชาวมาเลเซีย ดอลลาห์ ซาเลห์ เปรียบเปรยการเล่นของหนุ่มน้อยคนนี้อีกหนึ่งฉายาว่า “อันเดรส อีเนียสตา” แห่งอาเซียน เพราะลีลาอันสวยงามแต่สุดอันตราย ไม่ต่างจากกองกลางระดับโลกจากบาเซโลนา

แต่ “เจ” ชนาธิป เคยเปิดเผยกับสื่อว่า เขาไม่อยากให้คนเรียกขานตนเองว่า “เมสซี่เจ” หรือชื่อของใครอื่น เพราะเขาคือ “ชนาธิป สรงกระสินธ์” เล่นด้วยลีลาแบบเขา คิดและทำแบบ ชนาธิป สรงกระสินธ์ แต่กระนั้นคำเรียกขาน “เมสซี่เจ” ก็เลื่องลือไปไกลเกินกว่าที่จะหยุดยั้งได้ และอย่างน้อยก็เป็นนามแห่งความชื่นชมยกย่อง

ผู้อยู่เบื้องหลังเบสิคฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมนี้ คือ คุณพ่อ “ก้องภพ สรงกระสินธ์” ที่ปลุกปั้น ทุ่มเท เดินตามเส้นทางที่วาดไว้ไปพร้อมๆกับลูกชาย สู่เป้าหมาย “ทีมชาติไทย” ไทยพีบีเอสออนไลน์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “พ่อก้องภพ” และ ”แม่พรสวรรค์” ของ “เจ ชนาธิป” ถอดเส้นทางของเด็กชายตัวเล็กๆ สู่ “เมสซี่เจ” ขวัญใจคนไทยทั้งชาติ เส้นทางที่ไม่ง่ายแต่เป็นไปได้หากตั้งใจและมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน

ปักธงชีวิต “ลูกชาย” ต้องติดทีมชาติ

ในใจเราต้องจริงจัง แน่วแน่ ว่าให้ลูกเดินทางไหน ซึ่งที่ผมทำคือ ในชีวิตผมพอมีลูกชาย ผมปักธงตั้งแต่ในท้องแล้วว่าถ้าได้ลูกชายจะให้เล่นบอล แล้วเขาเล่นด้วย พอเขาโตขึ้นมา 4-5 ขวบ ก็เดินไปปักธงไว้เลย คือ ตั้งความหวังไว้เลย แล้วผมก็เดินย้อนกลับมา ทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขาไปให้ถึงเป้าหมาย จะถึงไม่ถึงไม่รู้ แต่ผมมีเป้าหมายไว้แล้วที่จะให้เขาเดินไป พอถึงตอนนั้นเราเริ่มเลย ทำทุกอย่าง เสียสละความสุขส่วนตัว บางทีจะไปเที่ยวกับเพื่อน ผมตัดหมด ผมให้ครอบครัวก่อน คนอื่นอาจจะทำไม่ได้ เพราะผมค้าขายอยู่กับบ้าน ผมคลุกคลีอยู่กับเขา คนอื่นอาจจะทำราชการก็อาจจะไม่ได้ แต่ถ้าจะทำให้เก่งเหมือน “เจ” คุณต้องเลียสละแล้วซ้อมทุกวัน คือ ทำยังไงก็ได้ให้บอลเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา เย็นมาต้องซ้อม แต่ตอนเล็กๆเขาไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมต้องซ้อมบอลทุกวัน มันเป็นความคิดของผมว่า ถ้าเรามายัดเขาตอนโต เบสิคมันยัดไม่ได้ อายุ 16-17 ปี เขาจะเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาว เขาจะเริ่มแต่งตัว จะให้มาถอดเสื้อกลางแดดวิ่งซ้อมเดาะบอลคงไม่เอา ตอนเล็กๆ ผมมีมอเตอร์ไซค์คันนึง บอลลูกนึง มีกรวย, น้ำ, นม ตอนเย็นผมไปละ ตรงไหนมีที่ว่างพอซ้อมบอลได้ จะพื้นปูน ข้างถนน ผมซ้อมหมด ให้เขาทำอะไรเขาทำ แต่ถ้าปล่อยอายุมาเริ่มทำตอนนี้ไม่มีทางหรอก

ยัดฟุตบอล ฝังหัว ฝังใจ ฝึกให้รักตั้งแต่เด็ก

ตั้งแต่“เจ”เริ่มเดินได้ประมาณอายุ 7 เดือน เวลาพ่ออ่านหนังสือพิมพ์ เจอลูกบอล ในข่าวกีฬาจะมีรูปลูกบอล พ่อก็บอกว่า “เจ บอล!” เขาก็เดินมาแล้วก็เตะ ให้เขาบ้า เขาเตะปลิวกระเด็น เขาไม่รู้หรอกว่าอะไร แต่เราก็ปลูกฝัง ทุกวันนี้เวลา “เจ” เลี้ยงบอลไป คู่ต่อสู้ดักไม่ถูก มันไปได้ไงวะ คือ เลี้ยงไปซ้าย และเจก็ไปขวาต่อ พอจะดัก ก็ไปซ้ายอีก ดักไม่ถูก มันถึงได้หลุดไปเรื่อย

ตอนนั้นนึกไว้ในใจว่าถ้ามีลูกชายอยากให้เขาเล่นบอล พอออกมาเป็นผู้ชาย สัก 4-5 ขวบ พ่อเริ่มปักธง ถ้าเจไม่เอาก็มีพี่ชายเขา คือ ตอนนั้น ผมซื้อชุดมา 2 ชุด ตอนเล็กๆ “เจ” ใส่แมนยู พี่ชายใส่ลิเวอร์พูล โยนบอลให้เขาลูกนึงให้เขาเล่น ไอนั่นไม่เล่น แต่ “เจ” เล่น ผมก็ให้เขาชอบก่อน พอเรารู้แล้วคนนั้นไม่เอาก็ให้เขาเรียน เราไปบังคับเขาไม่ได้ “เจ” นี่เราให้เขาบ้าตั้งแต่เล็กๆแล้ว พอเขาชอบก็ยัดเต็มที่เลย

“พ่อ” ไม่เก่ง “ลูก” จึงต้องเก่ง

ผมเป็นคนชอบศึกษาตั้งแต่ยังไม่ได้แต่งงานกับแม่ของเจ ผมชอบฟุตบอลมาก ตระเวนดูบอล เดินสายดูทีมชาติ เราก็เล่นฟุตบอล แต่เราไม่เก่ง เราก็เก็บกด เราก็รู้ว่า อ๋อ ฟุตบอลมันต้องวัดกันด้วยสกิล เบสิคพื้นฐาน ถ้าเบสิคแน่นเราสามารถสู้กับเขาได้

“ไม่เก่ง” แต่ขอเป็น “โค้ช” ให้ลูกเอง

ผมเขียนเป็นตำราเก็บเป็นลูกเล่นของแต่ละคน คนนี้เล่นแบบนี้ มีลีลาลูกเล่นแบบนี้ ยังจดไว้ที่บ้าน บางคนที่เขาชอบบอล เอาลูกไปฝึกตามศูนย์ ผมก็เคยไปนะ ผมเสียเงินครั้งแรก 1,300 บาท ตอน“เจ”อายุประมาณ 6 ขวบ เรียนได้ 2 เดือน แล้วก็ไม่เคยเอาไปเสียเงินที่ไหนอีกเลย อาจจะมีมาเปิดคลินิคสอนเรียนฟรี เราก็เอา“เจ”ไปกับเขาเพื่อว่าจะได้มีเพื่อน เรียนรู้การเล่นของโค้ชแต่ละคน แต่พื้นฐานจริงๆผมเป็นคนยัดให้มา อยู่บ้านซ้อมทุกวัน เบสิค แต่ผมไม่ใช่ซ้อมแบบไม่มีครู ผมขอตำราจาก อ.วิทยา เลาหกุล, ซีดีของปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ที่ทำแจกฟรี, ซื้อวีดีโอมาราโดนา ซีดีของร้านสตาร์ซ็อคเกอร์ไปเปิดดู แล้วก็รู้จักกับนักเตะทีมชาติอีกคน คือ ลุงสุรวุฒิ เลาหกาญจนศิริ อดีตนักเตะทีมชาติไทย เขาสนิทกับผม มีอะไรผมก็จะปรึกษาเขา เขาก็จะแนะแนวในการสอนลูก เขาไม่ได้สอน“เจ”ผมก็เอาจากเขามาถ่ายให้ลูกอีกที คือ วิธีการเล่นเป็นการเล่นชั้นสูงที่เขาได้มาจากการเล่นทีมชาติ

“เบสิค”สำคัญที่สุด

เคยฝึกเขาตั้งแต่ 4-5 ขวบ พอ 4 ขวบ เริ่มทำความคุ้นเคยกับบอลหน้าบ้าน พอเขาอายุ 10 ขวบ ถึงพาเขามาคัดตัวโรงเรียนกีฬา กทม.ช่วงระยะเวลา 5 ปี ฝึกแต่เบสิคล้วนๆ คือ เบสิคพื้นฐาน การเลี้ยง, ส่ง, โหม่ง ถ้าอยู่บ้านผมให้ซ้อมตั้งกรวย เลื้อยบอล, แปบอล เราแปขวาถนัดแล้ว 100 ที วันต่อไปเอาซ้ายเลย ไม่ต้องแปขวาแล้ว แปซ้ายเลย ให้แปอยู่นั้นแหละ แล้วพอเขาเจอบอลเขาจะคล่อง

ทั้งหลอกทั้งล่อไม่ให้ทิ้ง “ลูกบอล”

เราก็มีนโยบาย คุยกัน บอกว่า “เจ” พ่อสอนหนู พ่ออยากให้หนูติดทีมชาติ อยากให้หนูเล่นด้วยความเป็นเลิศ หนูจะเล่นไหม ถ้าไม่เล่น หนูเข้าบ้านเลย ไปดูหนังสือ ทำงานนะ พี่เขาเรียนช่วยทำงาน แต่ถ้าหนูเล่นบอล งานบ้านทุกอย่างหนูไม่ต้องช่วย หนูมีหน้าที่เล่นบอล บอกเขาอย่างงั้น เด็กก็ชอบสิ ช่วงนั้นจะมีร้านเกม ชั่วโมงละ 20 บาท เขาก็อยากไปเล่น เราก็กุศโลบายเลย ซ้อมบอลกับพ่อก่อนไหม ชั่วโมง หรือ ครึ่งชั่วโมงก็ได้ให้พ่อเห็น ให้พ่อพอใจ แล้วเดี๋ยวให้ไปเล่น บางวันเขากลับมาจากโรงเรียนรีบไปตั้งกรวยเลย ทำเหมือนที่เราเคยสอน ซ้อมเลย เดาะบอล, แปบอล พอเสร็จเรียบร้อยเขาจะบอกเลย “พ่อ เสร็จแล้วนะ” เราก็ยิ้มในใจ เราก็ให้ตังค์เขาไป ต้องมีอะไรหลอกล่อเขา ผมจะดุเฉพาะตอนซ้อม

เส้นทาง “ทีมชาติ” ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ผมยอมรับ ผมบ้าจริง ทะเลาะกับภรรยาตั้งไม่รู้กี่หน กับ“เจ”ผมก็ตบจริง ตอนนั้นพาไปคัดโรงเรียนกีฬา กทม.เมื่อปี 2545 เข้ามาคัด แต่ก่อนมาคัด จักรยานมันไปชนเสาไฟแล้วไข่ดันบวม มันเจ็บ พอมาคัดมันก็ไม่สมบูรณ์ ผมบอกให้มันมาคัดเล่นกลางกับหน้า มันไปบอกเขาเล่นหลัง แล้วตัวมันเล็ก ทุกวันนี้ยังขนาดนี้ ตอนเล็กๆจะขนาดไหน ผมก็นั่งมองเขาคัด โอ้โห เล่นไรของมันเนี้ย ต่ำกว่ามาตรฐานมากเลย พอออกมาปุ๊ป ผมก็พาไปข้างหลังสนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ผมตบเลย โผล๊ะ “เป็นอะไร พ่อให้เล่นตำแหน่งอะไร” แล้วก็ก้มหน้าร้องไห้ ตอนนั้นเจ ป.4 ภรรยาโทรเข้ามือถือเลย “ไอจุ้งตบลูกหรอ” แม่เขาก็นั่งแท็กซี่มาจากสามพราน มาสนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ผมนึกในใจแล้วตอนนั้นว่าคงไม่ติด เพราะมันตัวเล็ก แล้วยังไปเล่นหลัง แล้วเจ็บอีก แต่คัดตัวโรงเรียนกีฬา กทม.เขาจะคัดเป็นสถานี ดูเบสิคแต่ละคน ซึ่งผมก็ว่าไม่ติด คือ ผมตั้งความหวังไว้สูง ซ้อมมาตั้งนาน พาไปซ้อม ไปแข่ง ลงทีม บางทีไปขอเขาลงทีม ไม่รู้จักก็ไปขอเขาลงทีมด้วย แต่พอมาถึงวันจริงเป็นวันสำคัญต้องคัดตัว มาเจ็บอย่างงี้ ทำให้ผมแบบ…เส้นทางฟุตบอลเขามาอย่างงี้ แต่สุดท้ายเขาก็ติดโรงเรียนกีฬา

มองการไกล ไม่ท้อแม้โดนปฏิเสธเพราะ “ตัวเล็ก”

ไม่ท้อ ไม่เคยท้อ พ่อไม่ท้อ แต่“เจ”อาจจะท้อ แต่ว่าผมรู้ ผมไม่ท้อ ผมก็บอกเขาว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรามาสู้ใหม่” ตอนเขาอายุ 12 ปี เขาจบ ป.6 โรงเรียนกีฬา กทม.ผมก็พากลับไปเรียนที่บ้าน เรียนที่สามพราน แต่มีเพื่อนๆเขาที่เกิดปี 2537 ซึ่งตอนคัดโรงเรียนกีฬา กทม.มารวมเล่นกัน แต่“เจ”กลับบ้านก่อน แล้วเพื่อนๆเขาตอนหลังย้ายไปเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ติดทีมชาติไปไซตามะ รุ่น 12 ปี หลายคนเลย พอ“เจ”เขารู้ว่าเพื่อนเขาติด เขาก็ถามว่า “เพื่อนเขาติดทีมชาติกันหลายคนเลย แล้วหนูจะมีโอกาสบ้างไหม” ผมก็บอกว่า “ใจเย็นๆลูก เดี๋ยวเราไปวัดกัน 17-18 ปีละกัน ตอนเย็นเดี๋ยวพ่อพาเดินสายแข่ง ให้เราเก่งอย่างเดียว พอมีโอกาสเราสู้กันใหม่” ตอนผมพาเขากลับมาอยู่บ้าน ผมบอกเขาว่า “เจกลับไปอยู่บ้านนะลูก เราไปสู้กันใหม่” ผมนึกในใจ เจก็ยังไม่รู้ ผมกะว่ากลับมาแล้ว ผมจะเข้ากรุงเทพฯ ใหม่ ผมจะเข้าไปสู้ใหม่ พอเขาจบ ม.3 ที่สามพรานวิทยา ผมก็พาเขามาคัดที่พณิชยการราชดำเนิน แต่ก่อนไปคัดที่นั่นก็พาไปคัดหลายที่ ทั้งที่คริสตียนก็ไปแต่เขาไม่เอา ไปคัดอัสสัมชัญพาณิชยการ ติดแต่เขาล้มเลิกโครงการ อัสสัมชัญธนบุรี ไม่เอา เพราะ“เจ”คร่อมรุ่น เขาไม่ได้สร้างเด็กรุ่น 2536 เขาทำรุ่น 2537 เขาก็ไม่เอา ผมก็เลยมาคัดที่พณิชยการราชดำเนิน แล้วก็ติด จุดประกายจากอายุ 16 ปี ที่พาณิชยการราชดำเนิน เพราะผมต้องการเอาลูกมากรุงเทพฯ โอกาสมันเยอะกว่า แล้วผมต้องมองการไกลให้ลูกด้วย ผมต้องการเอาลูกมาเล่น 16 ปี ก.เพราะฟุตบอลเก่งๆมันจะอยู่ประเภท ก.ซึ่งฟุตบอลโรงเรียนจะมี ก., ข., ค., ง.จะแบ่งเกรด ซึ่งผมมั่นใจว่าลูกผมเล่น ก.ได้ ผมก็ต้องพาเขามาคัดโรงเรียนที่ได้เล่น ประเภท ก.เวลาไปคัดผมก็จะต้องดูชั้นโรงเรียนด้วย พณิชยการราชดำเนิน อยู่ประเภท ก.ก็เลยไป มีโรงเรียนอื่นมาติดต่อด้วยเหมือนกัน แต่ผมดูแล้วยังอยู่เล็กๆ ผมก็ไม่ไป เพราะเมื่อก่อนตอนอยู่โรงเรียนกีฬากรุงเทพฯ มีแต่เพื่อนเก่งๆทั้งนั้นแล้วเราจะไปอยู่ทำไมเล็กๆ

“ตัวเล็ก” แต่มีดีที่ “เบสิค”

ไม่เคยท้อเลย ผมดูแล้วว่าเบสิคเขาเทียบกับรุ่นเดียวกัน ผมตามดูบอลเด็กหมดเลย รุ่นเดียวกับเขา อย่าง“เจ”เกิดปี 2536 ผมจะไปตามดูบอลเด็กรุ่น 36 ไปดูว่าเขาเป็นยังไง มีใครเหนือกว่า“เจ”ไหม ผมดูแล้วสู้“เจ”ไม่ได้ เพียงแต่“เจ”เขาเล็ก ผมก็คิดในใจว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยววัดกัน 17-18 ปี เพราะฟุตบอลไปวัดกันตอนนั้น ร่างกายมา ความคิดมามันจะเล่นได้ เล็กๆ คือ ยังไม่เข้าใจเกม พอได้บอลก็ประคองบอล พอตัวใหญ่ๆมากระแทกเขาก็เสียบอล พอโตขึ้นมีความแข็งแกร่ง ความคิดเขาก็จะมา ซึ่งช่วง 16-17 ปี ความแข็งแกร่งเขามาแล้ว แล้วความคิดเขาก็มากกว่าตอนเป็นเด็กเล็กๆ ยังไม่รู้วิธีการเล่น ตอนเด็กเขารู้เบสิค จับบอล แปรบอล แต่การเล่นเป็นกลุ่ม เขาจะยังไม่เป็น พอโตขึ้นมาก็ได้เรียนรู้ไปซ้อมตามโรงเรียน

ปลูกฝังสัมมาคารวะ มีน้ำใจนักกีฬา

เขาเป็นเด็กมีสัมมาคารวะตั้งแต่เล็กๆ เวลาไปซ้อมบอล ขี่มอไซค์ไปกับผมตอนเย็นๆ ผมก็สอนเขาว่าเวลาพ่อเจอใคร จอดรถคุยกับใคร เขาจะนั่งข้างหน้า ผมจะสอนเขาเลย เจสวัสดีก่อนเลยนะ เลยทำให้เขาติดนอบน้อมถ่อมตน เวลาเจอใครเขาจะสวัสดีก่อน รู้จักไม่รู้จักถ้าเรียกเขา “เจ” เขาก็จะสวัสดี นักบอลบางคนพอดังแล้วเหลิง คือ การปลูกฝังให้มีน้ำใจในสนาม เล่นไม่เตะคู่ต่อสู้ มีแต่คู่ต่อสู้จะเตะเขา เขาก็เป็นคนมีน้ำใจ เขาเหมือนผ้าขาว ส่งให้ใครจะยิงก็ได้ เขาไม่ต้องยิงหรอก คือ ผมส่งให้คุณยิง ใครจะยิงก็ได้ เขาเล่นเพื่อทีม

ที่มา รายงานพิเศษโดย กานดา แย้มบุญเรือง ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์