ประเด็นโตโน่-แตงโม
1) โตโน่ยืนยันว่าความสัมพันธ์ฉันผัวเมียจบแล้ว มีบาทหลวง พ่อแตงโม แม่โตโน่ เป็นสักขีพยานในการเลิกกัน มีการพูดถึงสาเหตุที่ทำให้เลิกกัน แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องนำมาพูดว่าเพราะอะไร เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับใคร

2) ที่ยังไม่ไปเก็บข้าวของเพราะแตงโมบอกว่า ยังทำใจไม่ได้

3) กลับไปพบกันได้ แต่ไม่ใช่ในฐานะเดิม

4) ที่พูดว่า “โสดแล้วครับ” บนเวทีคอนเสิร์ต โตโน่ตอบนักข่าวที่ถามว่าเป็นสคริปต์ (บทให้พูด) ใช่ไหม โตโน่ตอบว่า “ถึงเป็นสคริปต์ ผมไม่พูดก็ได้ แต่ผมเมื่อพูดไปแล้ว และมีผลเช่นนี้ ก็ยอมรับผิด ผมผิดเองครับ”

5) ไม่มีใครที่รักกันแล้วอยากจะเลิกกัน ยืนยันว่าที่ผ่านมารักจริงรักมาก แต่เมื่อไปด้วยกันไม่ได้ พยายามแก้ปัญหาด้วยกันแล้ว ก็ต้องเลิกกัน ในชีวิตโมยังมีพ่อ เพื่อน และแฟนคลับ ที่โมควรอยู่ควรทำเพื่อคนเหล่านั้นที่รักโม

6) โตโน่ไม่อยากจะร้องไห้หน้ากล้อง ไม่อยากจะเจ็บปวดอ่อนแอ ในขณะที่แม่กับน้องสาวอยู่ข้างๆ เพราะคนเหล่านั้นจะพลอยเป็นทุกข์ไปด้วย

ต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนตัว
1.คุณพ่อของแตงโมต้องเป็นหลักให้ลูก “อยู่กับความจริง” และเดินหน้าชีวิตต่อไปอย่างเข้มแข็ง ไม่ใช่กระโดดลงบ่อเดียวกับลูก เช่น ที่ให้สัมภาษณ์ทำนองว่า เมื่อเขาเดินเข้ามา เขาก็เป็นครอบครัวผม เมื่อเขาเดินจากไป เขาก็เป็นคนอื่น หยุดคำพูดที่ให้ท้ายความอ่อนแอ แต่ต้องใช้คำพูดที่ชักจูงความเข้มแข็งให้ลูก ให้มีความหวังที่จะเดินต่อไปข้างหน้า การงานคอยอยู่ เมื่อเทียบกับเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันอีกหลายล้านคนในประเทศนี้ มีรูปสมบัติ มีอาชีพที่ดี มีค่าตอบแทนที่ดี มีโอกาสที่จะพบใครอีกหลายคน

2.ในแง่ความอ่อนแอและความเจ็บป่วยทางจิตใจ ต้องได้รับการบำบัดจากแพทย์อย่างจริงจัง หยุดเครื่องมือสื่อสารกับโลกโซเชียลมีเดียชั่วคราว เพื่อคลาย “ความหมกมุ่น” แล้ววนอยู่กับความรู้สึกสูญเสียเดิมๆ จนไม่มีแรงก้าวต่อไปไหน

3.แฟนคลับต้องเคารพคนทั้งสอง แล้วหยุดอยู่แค่การ “ให้กำลังใจ” ให้คนทั้งสองรู้ว่า พวกคุณจะอยู่เคียงข้างพวกเขาในทุกโมงยามของชีวิต คุณคือเพื่อน คุณไม่ใช่เจ้าของชีวิต ไม่ก้าวล่วง ไม่ก้าวก่าย ไม่เสือกอ่ะ พูดง่ายๆ แต่จะให้กำลังใจที่ดีและสนับสนุนผลงาน

4.การเอาตัวเองเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ ด้วยการตัดสินใจแถลงข่าว แปลว่าคุณโยนชีวิตของคุณเข้าสู่ “ขี้ปากคน” ด้วยตัวคุณเอง ดังนั้น อย่าได้สะเทือนใจกับผลของมัน

5.พวก “สวย-หล่อ” ทั้งหลาย ที่แอ็คชั่นว่าฉันช่างรำคาญข่าวนี้เสียจริงๆ ก็ยอมรับมาเถอะ ว่าคุณเองก็ใส่ใจมัน สำหรับผม มันไม่ใช่ข่าวขยะ มันมีคุณค่าของข่าวตรงที่ทำให้เราเห็นการเสพติดการใช้สื่อและศิลปะของการใช้สื่อของบุคคลสาธารณะ บางคนใช้แล้วเป็นคุณ บางคนใช้แล้วเป็นการประจานตัว บางคนใช้ด้วยอารมณ์ บางคนมีกระบวนการใช้ที่เตรียมพร้อม ขณะเดียวกัน สังคมก็ได้รู้จักโรคซึมเศร้า ได้มี “บทเรียนชีวิต” ไว้คุยกับลูกหลานว่า หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเรา พวกเราจะเผชิญหน้ากับมันอย่างไร

ปู จิตกร บุษบา
https://www.facebook.com/poojidtakorn?ref=nf