ผ่าขุมข่าย‘ของเถื่อน’ตลาดโรงเกลือ

รถกระบะที่มีหลังคาและโครงเหล็กคลุมด้วยผ้าใบที่เข้าไปภายในบริเวณตลาดอินโดจีน ตลาดโรงเกลือ รวมถึงตลาดลักษณะเดียวกันในละแวกนั้น ซึ่งอยู่ใน ต.คลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เป็นที่รับรู้ดีของผู้ที่พักอาศัยอยู่ในย่านนั้นว่ารถลักษณะนี้ส่วนมากเป็นรถที่กลุ่มผู้ค้าสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และหนีภาษีจากประเทศกัมพูชาเข้ามาเพื่อจำหน่ายในตลาดแห่งนี้

ห้องแถวในบริเวณตลาดจะมีแรงงานชาวกัมพูชาทำหน้าที่ขนถ่ายสินค้าภายในรถกระบะเพื่อนำไปเก็บไว้รอการจำหน่าย สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้า น้ำหอม กระเป๋า นาฬิกา และจิปาถะ ซึ่งเป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และนำเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายไม่ผ่านกระบวนการทางศุลกากร โดยลักลอบเข้ามาจากประเทศกัมพูชาทางเรือ เข้ามาพักไว้ในหมู่บ้านตามตะเข็บชายแดน แล้วใช้รถกระบะเข้าไปขนถ่ายต่อ โดยเส้นทางที่ใช้ในการขนส่งจะเป็นเส้นทางในหมู่บ้านโคกสะแบง ผ่านมายังตลาดอินโดจีนและตลาดโรงเกลือ ก่อนจะกระจายต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย

“สินค้ามีต้นทางจากประเทศจีนผ่านมายังกัมพูชา ซึ่งมีราคาถูก สำหรับผู้ค้าแล้วของละเมิดลิขสิทธิ์จะขายดีกว่าของแท้ เพราะคนที่มาเที่ยวที่โรงเกลือส่วนใหญ่จะเน้นซื้อสินค้าที่ราคาถูก โดยไม่ต้องการว่าต้องเป็นของแท้หรือไม่ สินค้าที่นำมาจำหน่ายไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากกรมศุลกากร ไม่ได้จ่ายภาษี และแทบทุกชิ้นเป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งจำหน่ายกันมานาน หากมีเจ้าของลิขสิทธิ์เข้ามาในพื้นที่ก็จะมีพรรคพวกกันคอยแจ้งให้ทราบก็จะปิดร้าน” ผู้ค้าในตลาดโรงเกลือ บอก

ตลาดโรงเกลือและตลาดอินโดจีน ถือเป็นตลาดค้าส่งที่ใหญ่สุดของชายแดนไทย-กัมพูชา ในแต่ละปีมีมูลค่าซื้อขายสินค้านับหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นที่ทราบดีในหมู่ผู้ค้าว่าสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และเป็นสินค้าเถื่อนหลบเลี่ยงภาษี มีการลักลอบขนถ่ายสินค้าอย่างโจ่งแจ้ง แต่กลับไม่พบการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้รัฐเสียหายจากการจัดเก็บภาษีสินค้าที่ทำได้ไม่เต็มที่

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจากส่วนกลาง เข้าพื้นที่เพื่อจับผู้ค้าน้ำหอมละเมิดลิขสิทธิ์ หลังจากได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศส แต่กลับถูกชาวกัมพูชา กว่า 400 คน ซึ่งอยู่ในย่านนั้นปิดล้อม รวมทั้งใช้ก้อนหินและสิ่งของปาใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ ทำให้รถยนต์ของเจ้าหน้าที่เสียหาย โดยชาวกัมพูชาที่ปิดล้อมเจ้าหน้าที่ต้องการให้มีการปล่อยตัว นางหมวย หรือเจ๊หมวย เจ้าของร้านจำหน่ายน้ำหอมและเข็มขัด บริเวณอาคารซี ตลาดโกลเด้นเกต ซึ่งจากข้อมูลการสืบสวนพบว่าตลาดแห่งนี้เป็นของเครือญาตินักการเมืองตระกูลดังใน จ.สระแก้ว เป็นเจ้าของ ซึ่งได้จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ค้าได้เช่าค้าขาย

โดยเจ๊หมวย เป็นชาวกัมพูชา เข้ามาจำหน่ายสินค้าในตลาดโรงเกลือและใกล้เคียงมาระยะเวลาหนึ่ง โดยมีสามีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งทำงานเกี่ยวกับด้านเงินๆทองๆ ชื่อย่อ ก. โดยเจ๊หมวย ถือเป็นผู้กว้างขวางคนหนึ่งในตลาดโรงเกลือ เพราะค้าขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะน้ำหอมในพื้นที่มานาน เคยถูกจับกุมอยู่บ้างเป็นครั้งคราวแต่หลังถูกจับกุมไม่นานก็กลับมาจำหน่ายสินค้าตามเดิม

นอกจากเจ๊หมวยแล้ว ในตลาดโรงเกลือและใกล้เคียงมีผู้ค้าสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์รายใหญ่ประมาณ 10 ราย รายแรกคือ เจ๊ อ. ซึ่งร่วมกับเจ๊ ด. ลักลอบนำสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จากจีนเข้ามาทางชายแดนภาคอีสานเข้ามาพักไว้ที่ตลาดโรงเกลือ ก่อนนำเข้ามายังกรุงเทพมหานคร มีโกดังอยู่ในย่านบางนา และพระราม 2

รายต่อมาคือ เฮีย ก. เคยเป็นชิปปิ้ง ร่วมกับภรรยา และเฮีย ค. ใช้ถนนศรีเพ็ญ-โคกสูง-บ้านป่าไร่ เป็นเส้นทางขนสินค้าเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าไทย ซึ่งเป็นที่แปลกใจของประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในละแวกนั้นว่าทำไมเครือข่ายนี้กระทำความผิดได้เพราะเส้นทางสายนี้อยู่ในความควบคุมของกองกำลังบูรพา

เฮีย ช. อดีตนักการเมืองท้องถิ่น ทำธุรกิจเกี่ยวกับขนส่ง นำเข้าสินค้าหนีภาษีเข้ามาทางพื้นที่ตะเข็บชายแดนบ้านทับพริก เขาดิน และบ้านแหลม รายต่อมาเป็นชาวกัมพูชาชื่อ เจ๊ ซ. ภรรยาข้าราชการระดับสูงในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน นำเข้าสินค้าผ่านด่านคลองลึก

เครือข่ายของ เจ๊ น. และ เจ๊ อ. เป็นคนไทยอ้างรู้จักกับข้าราชการระดับสูงหลายหน่วยงาน เปิดสำนักงานอยู่ในย่านนั้นเพื่อบังหน้าแต่ฉากหลังลอบขนสินค้าผิดกฎหมายเข้าไทยตามแนวป่าในพื้นที่บ้านโคกสูง และถนนศรีเพ็ญ

นางมาลา ตั้งประเสริฐ รองประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (ภาคเอกชน) กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงหลังเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ดีเอสไอบุกจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์แล้วถูกชาวกัมพูชาปิดล้อมและทำลายทรัพย์สิน แล้วฝ่ายที่เกี่ยวข้องอ้างว่าจะกระทบความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่รู้กันดีว่าสภาพในพื้นที่เป็นอย่างไร

“มีการพูดถึงมูลค่าการค้าขายแนวชายแดนบริเวณนี้ปีหนึ่งมีประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท แต่อยากให้ลองคิดหากสหรัฐหรือประเทศทางยุโรปตัดสิทธิทางการค้า เพราะบ้านเรามีปัญหาเรื่องการค้าสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ มูลค่าความเสียหายของเราจะมากเป็นล้านล้านบาท การที่ดีเอสไอเข้าจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ครั้งนี้มีตัวแทนของสถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยไปสังเกตการณ์ด้วย เพราะเขาไปเห็นว่าที่นี่มีการจำหน่ายน้ำหอมที่ละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าของประเทศเขา แต่กลับถูกกลุ่มผู้ค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกัมพูชากระทำเช่นนั้น จะให้เขาคิดอย่างไร อยากถามหาความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐใน จ.สระแก้ว รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าจะปล่อยให้ตลาดโรงเกลือและตลาดใกล้เคียงในย่านนี้เป็นเช่นนี้ต่อไปนานแค่ไหน” นางมาลา กล่าว
ขณะที่ พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. ยืนยันว่า ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมีการตรวจสอบประวัติของชาวกัมพูชา 2 ราย ที่ถูกตำรวจ สภ.คลองลึก จับกุมดำเนินคดีหลังจากร่วมก่อเหตุล้อมกรอบและทำลายทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขณะเข้าบุกจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในย่านตลาดโรงเกลือ พบว่า เข้ามาในราชอาณาจักรไทยถูกกฎหมาย แต่เมื่อเข้ามาก่อเหตุผิดกฎหมาย ตำรวจในพื้นที่ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้วสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะผลักดันออกนอกประเทศทันที และจะขึ้นแบล็กลิสต์เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศไทยอย่างน้อย 5 ปี และหากตำรวจ สภ.คลองลึก ดำเนินคดีใครเพิ่ม ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองก็จะทำหน้าที่ผลักดันออกนอกประเทศตามขั้นตอนที่กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองระบุไว้เช่นกัน

ที่มา http://www.komchadluek.net/detail/20160205/221848.html