1 งาน สร้างรายได้ 1 แสนบาทต่อปี วันนี้เกษตรกรไทยทำได้

ปัญหาของเกษตรกรที่หนัก ๆ มีอยู่ 3 อย่าง คือ เรื่อง ทุน ที่ทำกิน และแรงงาน เลยนึกถึงอดีต พ่อแม่มีที่ดินอยู่ประมาณ 60 กว่าไร่ แบ่งไปถึงลูก เหลือ 10 กว่าไร่ ถึงหลานเหลืออยู่ 2-3 ไร่

นายคำพันธ์ เหล่าวงษี ราษฎรบ้านดอนแดง ต.ศรีสุข อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เป็นอีกหนึ่งในเกษตรกรไทยที่พลิกผันชีวิตของตนเองจากความยากจนสู่ความมีกินและเหลือใช้ ด้วยการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ จนได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 ประเภทกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ปี 2553 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)

ด้วยชีวิตที่เกิดเป็นลูกเกษตรกรอยากจะเปลี่ยนอาชีพให้ดีกว่า จึงดิ้นรนใฝ่หาความรู้ใส่ตัว หลังเรียนจบ ป.4 ไปบวชเรียนธรรมวินัยพร้อมเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ แล้วลาสิกขาเรียนต่อ ถึงชั้น ม.ศ.1 พ่อเสียชีวิตจึงต้องช่วยตัวเองหาเงินเรียนโดยปลูกผักขาย ส่งตนเองจนจบ ม.ศ.3 พี่ชายช่วยส่งให้เรียนต่อจนจบ ปวส. ก็ต้องยุติการเล่าเรียน เนื่องจากแม่ชรา พี่ชายป่วย ไม่นานทั้ง 2 ก็เสียชีวิต จึงตัดสินใจเดินทางออกนอกพื้นที่ปลายทางกรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกับคน อื่น ๆ เพื่อขายแรงงาน ระหว่างปี 2525-2538 อาชีพขายแรงงานกลางเมืองหลวง

ภาระและเศรษฐกิจที่รัดตัว ค่าครองชีพสูง ลูกเรียน บ้านเช่า ข้าวซื้อ เงินที่ได้จากการทำงานไม่พอกับรายจ่าย ปรึกษากับภรรยาตัดสินใจกลับบ้าน จังหวัดมหาสารคาม เพื่อทำธุรกิจของตนเองใน ปี 2538 หวังรวยแบบทันตาเห็น ด้วยการนำที่นาที่พ่อแม่แบ่งให้ไว้ทำกิน ไปจำนองกับนายทุน เพื่อนำเงินมาซื้อเครื่องมือเปิดโรงกลึง แต่งานไม่ค่อยมี เจ้าหนี้กดดัน ต้องตัดสินใจเลิกกิจการขายเครื่องมือใช้หนี้ “อดีตที่บรรพบุรุษได้ดำเนินชีวิตมาคืออาชีพทำการเกษตร ไม่เคยมีหนี้ แต่มีข้าว มีผัก มีปลา กบ มีไก่ มีผลไม้ ฯลฯ เป็นอาหารได้กินอย่างพอเพียง มีบ้านอยู่ มีเสื้อผ้าใส่ รู้จักหาพืชสมุนไพรใช้รักษาโรคเมื่อเจ็บป่วย ครอบครัวก็มีความสุข มีความอบอุ่น มีความเอื้ออาทรต่อเพื่อนบ้าน มีความสามัคคีเข้าใจกับทุกคน ดูเหมือนว่าไม่เคยมีทุกข์ใด ๆ จึงตัดสินใจเดินตามรอยของบรรพบุรุษหันมาทำอาชีพการเกษตรกรรม” นายคำพันธ์ เหล่าวงษี กล่าว

โดยเขาได้หันมาทำการเกษตร ในปี พ.ศ. 2540 โดยสมัครเป็นสมาชิกเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ที่ส่งเสริมให้สมาชิกทำเกษตรยั่งยืน เพื่อการพึ่งตนเอง ได้รับแนวคิด เทคนิค ประสบการณ์ที่ได้จากการอบรม ศึกษาดูงาน และได้ศึกษาแนวพระราชดำริปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกับหน่วยงานภาครัฐที่ได้สนับสนุนส่งเสริมในการพัฒนาการเกษตร นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ พร้อมที่จะนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง

“ปัญหาของเกษตรกรที่หนัก ๆ มีอยู่ 3 อย่าง คือ เรื่อง ทุน ที่ทำกิน และแรงงาน เลยนึกถึงอดีต พ่อแม่มีที่ดินอยู่ประมาณ 60 กว่าไร่ แบ่งไปถึงลูก เหลือ 10 กว่าไร่ ถึงหลานเหลืออยู่ 2-3 ไร่ ถ้าถึงเหลน จะเหลือคนละเท่าไหร่ ก็เลยคิดว่าทำอย่างไรถึงจะใช้พื้นที่ที่เรามีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เลยทำพื้นที่สาธิต 1 งาน ให้เกิดประโยชน์ตามที่ได้ศึกษามาจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร เริ่มต้นหาน้ำด้วยการเจาะบ่อบาดาล 1 บ่อ แบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์ครบวงจร ทั้ง 3 ด้าน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำการประมง และมีปลูกพืชให้ผลอายุยาวด้วย โดยปลูกพืชผักเป็นอาหาร ปลูกไม้ผลไว้กิน เลี้ยงหมู เอามูลมาทำปุ๋ย เลี้ยงไก่ไว้กินไข่ เลี้ยงปลาในบ่อพลาสติกไว้เป็นอาหาร โดยใช้พื้นที่เพียง 1 งาน” นายคำพันธ์ เล่าให้ฟัง

จากการทดลองแบ่งพื้นที่ของตนเพียง 1 งาน ในขนาดความกว้างประมาณ 17 เมตร ยาว 24 เมตร เพื่อทำการทดลองปลูกพืชผัก และเลี้ยงสัตว์ เพื่อเก็บข้อมูลว่าหากมีพื้นที่เพียง 1 งาน จะสามารถมีรายได้เพียงพอในการเลี้ยงครอบครัวหรือไม่ โดยได้เริ่มต้นใช้เงินทุนเงินสดเพียง 7,000 บาท สำหรับผู้ที่ไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย ในการเตรียมแปลงและจัดซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ อาทิ เจาะน้ำบาดาล ท่อพีวีซี สปริงเกลอร์ สแลนคลุมพืช ซึ่งในช่วงแรกที่เริ่มต้น โดยใน 1 ปี นั้น ทำเพื่อแก้จน และพออยู่พอกิน

ต่อมาได้เริ่มเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง ในปี 2557 โดยหันมาผลิตต้นกล้าไม้เพื่อจำหน่ายด้วย พบว่าสามารถมีรายได้ถึง 130,000 บาทต่อปี ซึ่งไม่รวมที่ใช้บริโภคในครัวเรือน โดยรายได้หลักได้จาก กล้ามะละกอ กล้าพริก กล้ามะเขือ ต้นพันธ์ุสะระแหน่ ต้นพันธ์ุผักแพว ตลอดถึงกุยช่าย ผักแค มะรุม และผักสด รวมทั้งจำหน่ายกิ่งพันธ์ุไม้ผล อาทิ มะม่วง ฝรั่ง มะนาว และการจำหน่ายลูกหมู จำนวน 20 ตัว ที่เกิดจากแม่พันธุ์ 2 ตัว

หลังหักค่าใช้จ่าย นับตั้งแต่การทำแปลงเพาะปลูกพร้อมอุปกรณ์ อาทิ ถังพักน้ำ แกลบเผา 1 ตัน ถุงเพาะชำ ท่อพีวีซี สปริงเกลอร์ ค่าซ่อมแซม ค่าอาหารหมู ค่าไฟ ค่าขนส่ง ยังคงเหลือกำไรสุทธิ 80,000 กว่าบาท ภายใต้พื้นที่เพียง 1 งาน ในการดำเนินกิจการเท่านั้น นับว่าเป็นรายได้ที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างพอเพียง และเหลือเก็บ สามารถส่งเสียลูกหลานได้ร่ำเรียน และมีรายได้ไว้ใช้จ่ายอย่างอื่นได้เป็นอย่างดี

จึงเชื่อว่าการทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยมีหลักคิดที่ดี มีการบริหารจัดการที่ถูกต้อง จะทำให้มีภูมิคุ้มกันที่ดี สามารถมีรายได้เพียงพอแก่เกษตรกรที่นำไปดำเนินการ.

ข้อมูลเพิ่มเติม
นายคำพันธ์ เหล่าวงษี

ที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/358295