โดย สุทิน วรรณบวร (จากคอลัมน์ วิภาคสื่อเทศ วิเทศสื่อไทย นสพ.แนวหน้า ) 28 พฤษภาคม 2558

2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นการตกต่ำ ไร้มาตรฐานในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อตะวันตก ที่เสนอข่าวสร้างกระแสใส่อารมณ์ ให้ผู้บริโภคข่าวคล้อยตามเรื่องที่ตัวเองจินตนาการขึ้นมา ในบรรดาข่าว“อคติมายา” มีอยู่ 2-3 ข่าวที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศไทยโดยตรง

11053873_10206269087473330_4770170676352982422_n

ข่าวที่สร้างความฮือฮา และถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือข่าวค้ามนุษย์และผู้อพยพทางเรือโรฮิงญา ที่สื่อตะวันตกปั่นกระแสให้เห็นว่า พวกเขาตกระกำลำบากหนีร้อนมาพึ่งเย็น ฝ่าคลื่นลม แดดฝนในทะเลเป็นแรมเดือนอย่างน่าเวทนา แต่แทนที่จะได้รับเมตตาจากเพื่อนมนุษย์ ประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย กลับผลักไสไล่ส่งพวกเขาออกมาตายในทะเลหลวง

ข่าวอคติมายาทำนองนี้ ทำเอานักข่าวที่ตื้นเขินทางปัญญา และขาดข้อมูลประกอบ ถึงกับเพ้อเวทนาสงสารเพื่อนมนุษย์ ตำหนิประเทศไทยที่ไม่รับโอบอุ้มโรฮิงญา เพราะความตื้นเขินทางปัญญา และข้อมูลประกอบของนักข่าว ทำให้คนไทยหลายล้านคนพร้อมใจกันสวดชยันโตเธอสนั่นเมือง

สื่อที่ไม่อยากตกเป็นจำเลยสังคม ควรทบทวนดูว่าในตำราสื่อสารมวลชนตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า “สื่อมวลชนที่ดี นอกจากฉลาด ต้องเฉลียวด้วย” คือนักข่าวต้องพกความเฉลียวใจสงสัยติดตัวเสมอ

เช่นเมื่อมีข่าวว่า ชาวโรฮิงญาหลายร้อยคน แออัดกันอยู่ในเรือยาว 20 เมตร ฝ่าแดดฝน คลื่นลมในทะเลนานกว่า 3 เดือน สิ่งแรกที่นักข่าวต้องเฉลียวใจคือ คนพวกนั้นจะกินจะอยู่กันอย่างไร ระยะทางจากชายแดนพม่า บังกลาเทศมาถึงไทยใช้เวลา 3 เดือน หรือถ้าคนเหล่านั้นขาดแคลนน้ำ อาหาร ต้องกินเยี่ยวตัวเองประทังชีวิตเมื่อขาดน้ำขาดอาหาร จะมีเยี่ยวออกมาจากไหนให้กิน

สื่อต้องฉุกคิดว่า เรื่องทั้งหมด สร้างฉากขึ้นหรือไม่ทำไมสื่อตะวันตกเสนอข่าวโรฮิงญา เป็นบางรัฐบาลเช่น สมัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซีเอ็นเอ็น บีบีซี เสนอข่าวโจมตีว่าประเทศไทยผลักดันคนโรฮิงญาไปตายในทะเลหลายร้อยคน แต่ยุคของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำไมไม่มีข่าวนี้ แต่ทำไมหลังทหารยึดอำนาจ ข่าวโรฮิงญาถูกประโคมขึ้นมาอีก คนที่กำหนดทิศทางข่าวและการเคลื่อนไหวผู้อพยพ เป็นมหาอำนาจตะวันตกหรือไม่

ที่น่าเฉลียวใจมากคือ เมื่อประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซียผลักดัน ไม่ให้ขึ้นฝั่ง ทำไมมีข่าวผู้อพยพฆ่าฟันแย่งอาหารกันในเรือ และหลังจากมีข่าวผู้อพยพฆ่าแย่งอาหารในเรือ ทำไม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า และอเมริกา จึงประกาศรับโรฮิงญาไปตั้งรกราก ประเทศละเท่านั้นเท่านี้คน

ที่ร้ายกว่านั้น ทำไมสหรัฐประกาศส่งเครื่องบินมาลาดตระเวนค้นหาผู้อพยพในทะเล อเมริกาฉวยโอกาสส่งเครื่องบินมาสอดแนมเหมือนกับที่เคยอ้างว่า มาสร้างสถานีตรวจอากาศที่อู่ตะเภาหรือไม่

อเมริกาสมคบกับตะวันตกสร้างละครเรื่องวิกฤติมนุษย์โรฮิงญาหรือไม่ เป็นเรื่องที่สื่อมวลชนต้องศึกษาและใคร่ครวญให้รอบคอบ ก่อนเวทนาสงสารผู้อพยพ เพราะถ้าได้ศึกษาข้อมูล จะพบว่าเจ้าหน้าที่ข้าหลวงใหญ่ผู้อพยพ หรือ UNHCR กับบังกลาเทศ คือตัวการจัดส่งโรฮิงญา ออกมาจากค่ายผู้อพยพใน ค็อกซ์บาซาร์ตั้งแต่ต้น

ที่น่าขำเมื่อดูคลิปข่าวที่สื่อตะวันตกเสนอเรื่องผู้อพยพ ฆ่าฟันแย่งชิงอาหารในเรือ พบว่าเรื่องและภาพที่นำเสนอไม่ต่างจากสคริปต์หนังฮอลลีวู้ด คือ ฉากแรกได้ยินเสียงหวอจากรถพยาบาล แต่ไม่เห็นรถพยาบาล ภาพตัดไปที่คนร่างกายอ่อนเพลีย 3 คน ถูกหามขึ้นรถกระบะ

ตัดภาพมาที่ผู้อพยพหลายสิบคนนั่งบ้างยืนบ้างกล้องแพนไปที่ผู้สื่อข่าวบรรยายว่า “คนเหล่านี้ฝ่าคลื่นลม ในทะเลมานานกว่า 3 เดือน เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าแต่พวกเขาตกเป็นเหยื่อเกมปิงปองมนุษย์ ที่ประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ผลักดันออกจากชายฝั่งเมื่อวานนี้พวกเขาถูกผลักดันออกจากมาเลเซีย เมื่อใกล้ถึงจังหวัดอาเจะห์เกิดความโกลาหลขึ้น เพราะขาดแคลนอาหารและน้ำ ผู้อพยพในเรือฆ่าฟันแย่งชิงอาหารกัน ทำให้คนตายหลายสิบคน…”

กล้องแพนไปที่ผู้อพยพบางคนมีผ้าพันแผลที่ขาบางคนมีพลาสเตอร์ติดที่หัว ที่น่าสงสัยคือ พวกเขาเพิ่งผ่านการฆ่าฟันกันตายหลายสิบคน เมื่อได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่ง ไม่เห็นรอยเลือด ไม่เห็นศพ ไม่เห็นแผลฉกรรจ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เห็นเจ้าหน้าที่มาดูแลสอบถามเลย สื่อที่เฉลียวใจต้องสรุปได้ว่า ข่าวนี้จัดฉากขึ้นมา

สื่อฉลาดน่าจะสังเกตว่า บังกลาเทศซึ่งปฏิเสธความรับผิดชอบตลอดมา แต่พอประเทศต่างๆ เข้มงวดกับผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทำไมนางซิกห์ ฮาซีน่า นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ เพิ่งโผล่ออกมาสั่งการสกัดผู้อพยพผิดกฎหมายและแสร้งทำเป็นประณามคนของตัวเองว่า “พวกอพยพไปทำงานต่างประเทศเป็นคน“ป่วยทางจิต”สร้างความเสียหายแก่ภาพลักษณ์ประเทศ” นางยอมรับด้วยว่าปัจจุบันมีชาวโรฮิงญาและบังกลาเทศทำงานผิดกฎหมายในมาเลเซียถึง6.5 แสนคน และในซาอุดีฯ 8 แสนคน

ข่าวอีกชิ้นที่สื่อตะวันตก สร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชัง รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และกระทบคราดไปถึงสถาบันสูงสุด คือ ข่าวครบรอบ 1 ปีทหารยึดอำนาจ ที่สำนักข่าวเอเอฟพี เสนอบทความชื่อว่า “มลทินติดตัวญาติ นักโทษที่ถูกขังคุกคดีหมิ่นฯ”

วันครบรอบ 1 ปี คสช.เอเอฟพี เสนอข่าวที่ชี้ให้เห็นความทุกข์ของครอบครัว นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯว่า คนเหล่านั้นทุกข์ยากลำบาก เพราะ คสช.ใช้กฎหมายหมิ่นฯเป็นข้ออ้างกำจัดศัตรูทางการเมือง

บทความเริ่มด้วยคำรำพันของผู้หญิงที่ใช้นามสมมุติว่า Natnicha อ้างว่าตั้งแต่ทหารยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ชีวิตเธอสูญเสียทุกอย่าง เนื่องจากสามีติดคุกเพราะความผิดคดีหมิ่นฯ แล้วเธอยังถูกตัดญาติขาดมิตร ไม่มีคนคบค้าด้วย ไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องที่สามีติดคุกเพราะกลัวจะมีความผิดด้วย

ในข่าวบอกว่า นอกจากเธอแล้ว ยังมีญาตินักโทษคดีหมิ่นฯอีกจำนวนมากที่ถูกลงโทษทางสังคม จนไม่สามารถหางานทำได้ เช่น นายปณิธาน เผือกศักดิ์เกษมสุข ที่พ่อถูกจำคุกคดีหมิ่นฯเขาดิ้นรนหางานทำแต่ไม่เป็นผล ไปสมัครที่ไหนก็ถามถึงเรื่องที่พ่อติดคุกคดีหมิ่นฯ ไม่มีใครรับทำงาน จนในที่สุดบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่งรับเข้าทำงานด้วยความเมตตา

เอเอฟพีรายงานว่า ก่อน คสช.ยึดอำนาจ ในคุกมีนักโทษคดีหมิ่นฯ 5 คน แต่หลังจาก คสช ยึดอำนาจนักโทษคดีหมิ่นฯเพิ่มขึ้นเป็น 18 คน และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น เพราะข้อมูลจากสมาพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) แจ้งว่า ปัจจุบันคดีหมิ่นฯรับแจ้งความไว้ 204 คดี อยู่ระหว่างทำสำนวน 128 คดี และหลบหนีอยู่ต่างประเทศ 30 คน

“ตั้งแต่มี คสช.คดีหมิ่นฯถูกกวาดล้าง ตั้งแต่นักศึกษา คนขายหนังสือ แม้กระทั้งคนสติฟั่นเฟือนวัย 65 ปี” คนสติฟั่นเฟือนคงหมายถึง นางฐิตินันท์ แก้วจันทรานนท์ จำเลยความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 สืบเนื่องจากกระทำการมิบังควรต่อพระบรมฉายาลักษณ์หน้าศาลรัฐธรรมนูญ

สำนักข่าวเอเอฟพี เสนอข่าวชิ้นนี้ด้วยอคติ เพราะยัดเหยียดให้คนอ่านเห็นถึงบทลงโทษที่รุนแรงของมาตรา 112 และเน้นเสนอความเดือดร้อนของญาตินักโทษ โดยไม่เสนอพฤติกรรมเลวทรามของนักโทษ ที่สมคบกับทุนสามานย์กัดกร่อนสถาบันฯ และความมั่นคงของชาติ ที่เลวร้ายสุดคือพยายามชี้ชวนให้เห็นว่าคนเลวเหล่านี้ ถึงแม้จะถูกสังคมไทยลงโทษแต่บริษัทอเมริกัน ยังคงอุ้มชูอยู่

ที่ยกตัวอย่างมาให้ดู ล้วนแต่เป็นข่าวที่สื่อตะวันตกพยายามสร้างกระแสให้เกิดความสงสาร หรือเกลียดชังคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่นเรื่องโรฮิงญาสื่อตะวันตกเสนอแต่แง่มุมที่ผู้อพยพทุกข์ยากแต่ไม่กล่าวถึงต้นตอปัญหา ข่าวญาตินักโทษคดีหมิ่นฯเดือดร้อนสื่อตะวันตกเสนอแต่แง่ลบของมาตรา 112 เพื่อโจมตี คสช. กระทบคราดถึงสถาบันฯโดยเน้นว่า คสช. ใช้กฎหมายหมิ่นฯเป็นเครื่องมือกวาดล้างศัตรูทางการเมือง

ถ้าสื่อมวลชนในบ้านเรายังวนเวียนอยู่กับข่าวปิงปอง ตื้นเขินข้อมูลและภูมิปัญญา ไม่ใช้สติยั้งคิดหรือเฉลียวในสิ่งที่เห็นอย่างผิวเผิน อคติมายาใส่อารมณ์ตามกระแสที่ปลุกปั่น สื่อกระแสหลักก็จะตกต่ำเสื่อมทรามลง จนกลายเป็นสื่อขยะสวะสังคมในที่สุด

สื่อที่ไม่อยากตกเป็นจำเลยสังคม ควรทบทวนดูว่าในตำราสื่อสารมวลชนตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า “สื่อมวลชนที่ดี นอกจากฉลาด ต้องเฉลียวด้วย” คือ นักข่าวต้องพกความเฉลียวใจสงสัยติดตัว